ไฟฟ้าดูด (Electric shock)

โดยปกติกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านตัวนําไฟฟ้าเช่น สายไฟฟ้า สายทองแดง โดยจะมีอิเล็กตรอนไหลจากขั้วลบไปยังขั้วบวกจนครบวงจร ถ้าหากส่วนใดส่วนหนึ่งของรางกายของเราไปสัมผัสกับตัวนําไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ แล้วทําให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายของเรา จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือบาดเจ็บถึงชีวิตได้

โดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์จะมีความต้านทานอยู่ แต่จะมีค่าไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับแต่บุคคล และถ้าร่างการเปียกนํ้าก็จะทําให้ความต้านทานเปลี่ยนไป

เมื่อร่างกายของเราสัมผัสกับไฟฟ้าแล้วทําให้ไฟฟ้าไหลครบวงจร ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกาย ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่ไหนผ่านจะมีวิธีการคํานวณด้วยกฎของโอห์มคือ

I = V/R

โดยที่

V คือ แรงดันไฟฟ้า มีหน่วยเป็น Volt

I คือ กระแสไฟฟ้า

R คือ ค่าความต้านทาน

จากสูตรจะเห็นว่าถ้ายิ่งร่างการของเรามีความต้านทานน้อยก็จะทําให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านตัวเรามาก หรือถ้ายิ่งแรงดันไฟฟ้ามากก็จะทําให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายของเรามากเช่นกัน

กรณีที่เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ AC ค่าความต้านทานของร่างการจะลดลงเพราะร่างการของเราเปรียบเสมือนตัวเก็บประจุ ซึ่งค่าความต้านทานจะขึ้นอยู่กับความถี่ของไฟฟ้ากระแสสลับด้วย

ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์

  • 1 mA หรือ น้อยกว่า  ไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย
  • มากกว่า 5 mA  ทำให้เกิดการช็อก และเกิดความเจ็บปวด
  • มากกว่า 15 mA  กล้ามเนื้อบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดเกิดการหดตัว และร่างกายจะเกิดอาการเกร็ง
  • มากกว่า 15 mA  กล้ามเนื้อบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดเกิดการหดตัว และร่างกายจะเกิดอาการเกร็ง
  • มากกว่า 30 mA  การหายใจติดขัด และสามารถทำให้หมดสติได้
  • 50 ถึง 200 mA  ขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ และอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
  • มากกว่า 200 mA  เกิดการไหม้บริเวณผิวหนังที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูด และหัวใจจะหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที
  • ตั้งแต่ 1A  ขึ้นไป ผิวหนังบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดถูกทำลายอย่างถาวร และหัวใจจะหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที

วิธีป้องกันการเกิดไฟฟ้าดูด

1.มือเปียกไม่จับ

เมื่อมือของคุณเปียกชื้น หรือแม้กระทั่งขณะยืนอยู่บนน้ำ ห้ามแตะต้องอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเด็ดขาด เพราะกระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านมาสู่ร่างกายเราได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว

2.การติดตั้งสายไฟ

ต้องไม่อยู่ใกล้แหล่งความร้อน สารเคมี หรือถูกของหนักทับ เพราะจะทำให้ฉนวนหุ้มสายชำรุดได้ง่าย สายไฟฟ้าต้องไม่พาดบนโครงเหล็ก รั้วเหล็ก ราวเหล็ก หรือส่วนที่เป็นโลหะต่างๆ ควรกำหนดและวางแนวการติดตั้งสายไฟให้พ้น หรือห่างไกลจากทางเดิน

3.ใส่รองเท้าเสมอ

อย่ากลัวว่าการใส่รองเท้าเดินไปมาในบ้านจะทำให้บ้านสกปรก เพราะการใส่รองเท้าสามารถป้องกันไฟฟ้าที่อาจรั่วไหลจากอุปกรณ์ไฟฟ้ามาสู่ตัวเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งตู้เย็น ซื้อรองเท้าสำหรับเดินในบ้าน (Slipper) ติดไว้

4.ตรวจสอบอุปกรณ์อยู่เสมอ

ตรวจเช็คสายไฟอย่างสม่ำเสมอ สภาพสายไฟฟ้าเก่าหรือหมดอายุการใช้งาน สังเกตได้จากฉนวนที่มีการแตก บวม แห้งกรอบ การชำรุดของฉนวนสายไฟฟ้าอาจเกิดจากหนู หรือแมลงกัดแทะ ถูกของมีคมบาด วางของหนักทับ เดินสายไฟฟ้าใกล้แหล่งความร้อน หากเกิดการชำรุดเสียหายของอุปกรณ์ หรือสายไฟ ควรรีบทำการซ่อมแซมแก้ไขโดยด่วน

5.ถ้าคุณไม่ใช่ช่างไฟอย่าซ่อมเอง

อย่าทำการซ่อมแซมเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยตนเองเป็นอันขาด หากไม่มีอุปกรณ์ในการตรวจสอบและซ่อมแซม และไม่มีความรู้ทางด้านช่างไฟฟ้ามาก่อน เพราะมันเสี่ยงต่อการที่คุณจะถูกไฟดูดได้

6.ติดตั้งเครื่องตัดไฟ

การติดตั้งอุปกรณ์สำหรับป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรภายในบ้านเรือน ก็เพื่อป้องกันภัยไฟฟ้าดูด หรือลัดวงจร ลดอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ตลอดจนช่วยรักษาความปลอดภัยของร่างกาย และทรัพย์สิน

7.ไม่เสียบปลั๊กมากเกิน

ไม่ควรใช้ปลั๊กไฟตัวเดียว หรือเต้าเสียบเพียงช่องเดียว เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด ควรมีการแบ่งและกระจายการใช้งาน ไม่รวมอยู่ในจุดเดียวกันมากเกินไป อาจทำให้เกิดความเสี่ยงของการเกิดไฟฟ้ารั่วได้

8.ติดตั้งสายดิน

เราควรให้ความสำคัญกับสายดินด้วย เพราะการต่อสายดินเข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นการนำไฟฟ้าลงสู่ดิน โดยเฉพาะเครื่องทำน้ำอุ่น เนื่องจากอยู่ใกล้น้ำและอาจเกิดอันตรายจากการใช้งานได้

9.เลือกปลั๊กพ่วงที่ได้มาตรฐาน

ปลั๊กไฟพ่วงที่ดีจะต้องมีสายไฟ และเต้าเสียบที่ใช้วัสดุไม่ติดไฟ ควรเลือกยี่ห้อที่มีเครื่องหมาย มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) ที่สำคัญควรเขย่าเพื่อฟังเสียงเบื้องต้น ถ้ามีเสียงตอนเขย่าอาจเป็นสาเหตุจากตะกั่วบัดกรีหลุดออกมา หากนำมาใช้งานอาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

Comments